ชาปลายมือปลายเท้า เกิดจากอะไร ควรกังวลไหม
อาการชาปลายมือปลายเท้าเกิดได้จากสองกลุ่มใหญ่ คือปลายประสาทถูกกดทับหรือเสื่อม กับเลือดไปเลี้ยงส่วนปลายไม่เพียงพอ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี รองลงมาคือการขาดวิตามินบี การกดทับเส้นประสาทจากท่าทาง และปัญหาการไหลเวียนเลือด หากชาเรื้อรัง ชาสองข้าง หรือชาร่วมกับแผลที่เท้า ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน
ลักษณะอาการที่พบ
- รู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม หรือมีมดไต่ที่ปลายนิ้ว
- ชาเป็นบางเวลา โดยเฉพาะตอนกลางคืน
- รู้สึกเท้าเย็นกว่าปกติ หรือสีผิวเปลี่ยน
- หยิบจับของเล็ก ๆ ไม่ถนัดเหมือนเดิม
- เดินแล้วรู้สึกเหมือนเหยียบพื้นไม่เต็มเท้า
- มีแผลที่เท้าแล้วไม่รู้สึกเจ็บ
สาเหตุที่พบบ่อย
เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี
น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการชาแบบสองข้าง
การไหลเวียนเลือดไปส่วนปลายลดลง
เมื่อหลอดเลือดส่วนปลายตีบแคบ เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงปลายมือปลายเท้าได้น้อยลง
ขาดวิตามินบี 1 บี 6 และบี 12
วิตามินกลุ่มบีจำเป็นต่อการทำงานของเส้นประสาท พบการขาดได้บ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่ดื่มสุราประจำ
เส้นประสาทถูกกดทับ
เช่น กลุ่มอาการอุโมงค์ข้อมือจากการใช้มือซ้ำ ๆ หรือหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
ไทรอยด์ทำงานต่ำและโรคไต
โรคทางเมตาบอลิกหลายชนิดส่งผลต่อเส้นประสาทได้เช่นกัน
ดูแลตัวเองอย่างไร
- คุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์
- ตรวจเท้าตัวเองทุกวัน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน
- เลือกรองเท้าที่พอดี ไม่บีบรัด และไม่เดินเท้าเปล่า
- ขยับเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ อย่านั่งไขว่ห้างหรือนั่งทับขานาน
- ทานอาหารที่มีวิตามินบีให้เพียงพอ เช่น ข้าวกล้อง ไข่ ตับ ถั่ว
- งดบุหรี่ เพราะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว
หากอาการชาหรืออ่อนแรงเกิดขึ้นเฉียบพลันที่ร่างกายซีกเดียว พร้อมปากเบี้ยวหรือพูดไม่ชัด ให้รีบไปสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
K.O เข้ามาช่วยดูแลตรงไหน
สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลระบบไหลเวียนโลหิตควบคู่กับการดูแลตัวเอง K.O เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคริลล์ ออยล์ แอล-อาร์จินีน และสารสกัดใบบัวบกเป็นส่วนประกอบ ทั้งนี้ K.O เป็นอาหารเสริม ไม่ใช่ยา ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ผู้ที่มีอาการชาควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงเสมอ
ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อการดูแลตัวเองเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล